บางครั้งการเริ่มต้นเรื่องใหญ่ที่สุด ก็เริ่มจากจานอาหารธรรมดาเพียงใบเดียว วันที่ 11 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตชวนอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามาร่วมกิจกรรม Food Before Waste ที่ โถงชั้น 1 อาคารคณะเทคโนโลยีการเกษตร ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป เปลี่ยนช่วงเวลามื้อเย็นให้กลายเป็นบทเรียนเล็ก ๆ ที่จับต้องได้จริงเรื่องการตักพอดี กินหมด และลดขยะอาหาร.[ref:2]

ความน่ารักของเรื่องนี้อยู่ตรงที่กิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้ลอยอยู่ลำพัง แต่เดินไปพร้อมกับเป้าหมายใหญ่ของจังหวัด ภูเก็ตกำลังตั้งเป้าลดขยะอาหาร 80% ภายในปี 2040 และคาดว่าจะมี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างน้อย 50 แห่ง เข้าร่วม.[ref:1] เมื่อฟังเป็นตัวเลขอย่างเดียว เรื่องอาจดูไกลตัว แต่พอมาอยู่ในรูปของโต๊ะอาหารจริง ๆ ความหมายกลับชัดขึ้นทันที ข้อความรณรงค์ “ตักพอดี กินหมด ลดขยะอาหาร” จึงไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนลองทำได้ในมื้อนั้นเลย.[ref:1][ref:2]
จากเป้าระดับจังหวัด สู่พฤติกรรมที่เริ่มได้ทันที
รายงานล่าสุดระบุว่า ภูเก็ตมีขยะอาหารประมาณ 470-500 ตันต่อวัน.[ref:1] ตัวเลขนี้ทำให้เราเห็นว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ สำคัญมาก เพราะเมื่อเกาะหนึ่งเต็มไปด้วยตลาด โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า สถานศึกษา และบ้านเรือน การตักอาหารเกินไปเพียงนิดเดียวในแต่ละจาน รวมกันแล้วกลายเป็นปริมาณมหาศาลได้
กิจกรรมของราชภัฏภูเก็ตจึงออกแบบให้เข้าใจง่ายผ่าน “Food Before Waste Table” ให้ผู้เข้าร่วมได้ลองตักในปริมาณที่เหมาะสมและกินให้หมดจริง ๆ.[ref:1] เสน่ห์ของกิจกรรมนี้คือไม่สอนแบบห่างเหิน แต่ชวนให้ทุกคนรู้จักความพอดีผ่านประสบการณ์ตรง มองอาหารในจานอย่างรู้คุณค่า และเห็นว่าความอิ่มแบบไม่เหลือทิ้งนั้นก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน
โครงการนี้ไม่ได้หยุดแค่หน้าโต๊ะอาหาร
เมื่อดูข้อมูลจากการประชุมเตรียมโครงการของคณะเทคโนโลยีการเกษตร จะเห็นว่า Food Before Waste มีภาพใหญ่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตร่วมกับ มูลนิธิ SOS วางแนวทางจัดการ อาหารส่วนเกินจากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และค้าส่ง เพื่อนำเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย แล้วปรุงเป็น อาหารพร้อมรับประทานที่มีรสชาติและคุณภาพที่ดี สำหรับประชาชนทั่วไป รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา.[ref:3]
มุมนี้ทำให้โครงการดูอบอุ่นมากขึ้น เพราะไม่ได้พูดเพียงว่า “อย่าทิ้งอาหาร” แต่กำลังคิดต่อว่าอาหารที่ยังมีคุณค่า จะเดินทางต่ออย่างไรให้เกิดประโยชน์กับผู้คนได้จริง เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการลดของเสีย การจัดการระบบอาหาร และการดูแลชุมชนในจังหวะเดียวกัน.[ref:3]

ภูเก็ตกำลังทำเรื่องนี้แบบมีโครงสร้างมากขึ้น
ภาพระดับจังหวัดเองก็เริ่มชัดเจนขึ้นเช่นกัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เตรียมเป็นเจ้าภาพ Thailand Greenest Cities Forum & Expo @Phuket 2026 ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน 2569.[ref:1][ref:4] งานนี้คาดว่าจะมี องค์กรบริหารส่วนจังหวัด 10 แห่ง เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล 75 แห่ง รวมถึง โรงพยาบาล โรงแรม บริษัทอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการแพทย์มากกว่า 50 แห่ง เข้าร่วม.[ref:1]
ในเวทีเดียวกัน ยังมีแผนลงนามความร่วมมือ 4 เรื่อง ได้แก่ เมืองและอาคารพลังงานสะอาด, การลดขยะอาหารและเศรษฐกิจหมุนเวียน, การพัฒนาภาคใต้สู่ศูนย์กลางสุขภาพ, และการสร้างเมืองสีเขียวเชิงนิเวศที่ยืดหยุ่น.[ref:1][ref:4] อีกแนวคิดที่น่าจดจำคือ Separate-Shred-Reuse หรือการแยกเศษอาหารตั้งแต่ต้นทาง บดย่อยเพื่อลดน้ำหนักและค่าขนส่ง แล้วนำกลับไปใช้ต่อ โดยเฉพาะในงาน ภูมิทัศน์และการเกษตร.[ref:1][ref:4]
เรื่องที่ฟังดูยั่งยืน แต่สัมผัสได้แบบใกล้ตัว
สำหรับภูเก็ต เรื่องอาหารไม่ใช่แค่เรื่องอิ่ม แต่เป็นภาษาของการต้อนรับและการอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น เพราะอย่างนั้นเอง โครงการที่ชวนให้เราตักอย่างพอดี กินอย่างรู้คุณค่า และคิดต่อถึงปลายทางของอาหาร จึงเข้ากับจิตวิญญาณของชุมชนได้อย่างดี
ที่สำคัญ โครงการนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการเป็น มหาวิทยาลัยสีเขียวและยั่งยืน และเชื่อมกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติด้านการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ.[ref:1][ref:2] คำเหล่านี้อาจดูเป็นภาษานโยบาย แต่ภาพที่สวยที่สุดยังคงเป็นภาพง่าย ๆ ของเย็นวันหนึ่งในมหาวิทยาลัยภูเก็ต ที่ผู้คนเริ่มเปลี่ยนโลกใบเล็กของตัวเองจากการตักอาหารคำแรก

หากภูเก็ตจะไปถึงเป้าหมายปี 2040 จริง การเปลี่ยนแปลงคงไม่ได้มาจากโครงการใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่มาจากช่วงเวลาธรรมดาที่ทำซ้ำได้ทุกวัน จานที่ตักพอดี ถาดที่ไม่มีของเหลือ และระบบที่ช่วยให้อาหารส่วนเกินกลับมาเป็นมื้อที่มีคุณค่าสำหรับคนอื่นอีกครั้ง นี่จึงเป็นข่าวดีที่อบอุ่นมากของฝั่งอันดามันในเวลานี้ เพราะมันทำให้คำว่า “ความยั่งยืน” ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย แต่อยู่ตรงหน้ามื้อถัดไปของเรานั่นเอง
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน