ครินท์ สุนัขเพศเมียวัย 13 ปี มีหน้าขาวเหมือนปัดแป้งอ่อน ๆ และมีแววตานิ่งสงบแบบสุนัขที่ผ่านอะไรมามากพอจะรู้จักคำว่า “ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป” ตอนนี้เธอเป็นหนึ่งในสัตว์กลุ่มฮอสพิซของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยที่กำลังรอไม่ใช่ฉากช่วยเหลือใหญ่โต แต่เป็นบ้านจริงสักหลัง มุมสงบสักมุม และคนสักคนที่พร้อมแบ่งพื้นที่ของชีวิตให้ความสบายใจได้เกิดขึ้นทุกวัน[ref:1][ref:2]

นี่คือเสน่ห์ที่อบอุ่นมากของโครงการ Hospice Foster ของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย ซึ่งกำลังชวนคนในภูเก็ตและพังงามารับอุปการะดูแลสุนัขและแมวที่มีโรคเรื้อรังหรือภาวะป่วยระยะท้าย แนวคิดของโครงการชัดเจนและจับต้องได้มาก ผู้ดูแลมอบเวลา ความนิ่ง และความผูกพันให้สัตว์หนึ่งตัว ส่วนมูลนิธิช่วยเรื่องค่ารักษาและคอยสนับสนุนอย่างใกล้ชิด[ref:1][ref:2] สำหรับชุมชนชายฝั่งที่คุ้นกับการช่วยกันดูแลกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว นี่จึงเป็นการช่วยเหลือที่ทั้งอ่อนโยนและทำได้จริง
โครงการนี้ช่วยอย่างไรบ้าง
สัตว์ในโครงการกลุ่มนี้มักเป็นตัวที่หาบ้านแบบรับเลี้ยงถาวรได้ยากกว่า เพราะต้องมีการติดตามอาการหรือกินยาต่อเนื่อง แต่ข้อมูลจากหน้าของโครงการระบุชัดว่าสัตว์ที่เข้าระบบ Hospice Foster ผ่านการทำหมัน ฉีดวัคซีน ฝังไมโครชิป ตรวจสุขภาพ และประเมินพฤติกรรมมาแล้ว[ref:1] รายละเอียดเหล่านี้สำคัญมาก เพราะทำให้การตัดสินใจของครอบครัวไม่ต้องเริ่มจากความไม่แน่ใจ แต่เริ่มจากระบบที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว
อีกด้านหนึ่ง การสนับสนุนจากมูลนิธิก็เป็นรูปธรรมเช่นกัน The Phuket News รายงานว่า มูลนิธิจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทั้งหมด และมีทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่สำหรับตรวจติดตามถึงบ้านได้[ref:2] ความหมายของเรื่องนี้คือ ผู้ดูแลไม่ได้ต้องรับภาระทุกอย่างตามลำพัง แต่กำลังเข้าไปเป็นพาร์ตเนอร์ในระบบดูแลที่มีทีมงานรองรับอยู่แล้ว
คุณหลุยส์ โรส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูลนิธิ กล่าวถึงโครงการนี้ว่าเหมาะกับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระยะยาวและอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายจริง ๆ[ref:2] ประโยคนี้ฟังแล้วเข้ากับภูเก็ตและพังงามาก เพราะงานดูแลชุมชนที่ดีที่สุดจำนวนไม่น้อยก็เริ่มจากคนธรรมดาที่พร้อมดูแลอะไรบางอย่างอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อเรื่องราวมีชื่อ มีวัย มีนิสัย
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้จับใจ คือสัตว์แต่ละตัวมีรายละเอียดชัดเจน ไม่ใช่ภาพรวมกว้าง ๆ ดันเคอเป็นสุนัขเพศผู้ที่มีโรคไต ต้องกินอาหารเฉพาะและได้รับยาเป็นประจำ[ref:1] บัดดี้ วัย 10 ปี ต้องมีการให้ยาและเฝ้าดูอาการหลายอย่าง[ref:1] ส่วนคุมฝนที่ถูกยกตัวอย่างในข่าวท้องถิ่น เป็นสุนัขวัย 7 ปีที่ครอบครัวอุปการะจะช่วยดูแลเรื่องก้อนเนื้อที่อาจกลับมาได้อีก[ref:2] ขณะที่ธัชนา อายุ 14 ปี ตาบอด และต้องใช้ยาดูแลข้อต่อพร้อมความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการใช้ชีวิต[ref:2]

พอเรื่องถูกเล่าด้วยชื่อ อายุ และความต้องการแบบนี้ ความหมายของคำว่า “ช่วยสัตว์” ก็เปลี่ยนไปทันที มันไม่ใช่เพียงการช่วยแบบกว้าง ๆ แต่คือการตอบรับสุนัขตัวหนึ่งที่ต้องกินยาหลังอาหารเช้า ต้องมีที่นอนนุ่ม ๆ หรือแค่ต้องการคนคุ้นเคยอยู่ใกล้เวลาลุกเดินช้า ๆ
ข้อมูลบนเว็บไซต์ของมูลนิธิยังทำให้เห็นขนาดของความต้องการนี้ชัดขึ้น ครินท์มีปัญหาขาหลังอ่อนแรง กระดูกสันหลังคด และกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังในวัย 13 ปี[ref:1] มินิพัฟวัย 7 ปี ต้องกินยาทุกวันเพราะภาวะหัวใจล้มเหลว[ref:1] ส่วนรีเมอวี วัย 10 ปี ตาบอดและมีโรคไตระยะเริ่มต้น จึงต้องใช้อาหารเฉพาะและการช่วยพาเคลื่อนไหวในบ้าน[ref:1] แต่หัวใจของเรื่องไม่ใช่ความหนักหน่วง หากเป็นความจริงที่ว่าสัตว์เหล่านี้ยังพร้อมรับความรัก การลูบหัวเบา ๆ และกิจวัตรดี ๆ ในแต่ละวัน
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกับภูเก็ตและพังงา
มูลนิธิระบุว่าศูนย์พักพิงในภูเก็ตดูแลสัตว์มากกว่า 1,800 ตัว[ref:1] และงานในภาพรวมก็มีขนาดใหญ่มากเช่นกัน หน้า “Our work” ของมูลนิธิระบุว่าโรงพยาบาลสัตว์ในศูนย์รับสัตว์ใหม่มากกว่า 400 เคสต่อเดือน ขณะที่ทีมช่วยเหลือออกปฏิบัติงานรับแจ้งเหตุหลายพันครั้งต่อปี[ref:3] ตัวเลขเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมโครงการ Foster แบบฮอสพิซจึงมีความหมาย เพราะศูนย์พักพิงให้ความปลอดภัยและการรักษาได้ แต่บ้านให้จังหวะของการมีใครสักคนอยู่ด้วยในทุกวันได้
ข่าวท้องถิ่นยังระบุด้วยว่า มูลนิธิสามารถหาบ้านให้สัตว์ช่วยเหลือได้ 461 ตัวในปี 2024 แต่ก็ยังมีสุนัขจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเดินทางไปรับเลี้ยงต่างประเทศได้เพราะข้อจำกัดทางการแพทย์[ref:2] โครงการนี้จึงเปิดเส้นทางใหม่ให้สัตว์กลุ่มนั้น ได้ใช้เวลาที่เหลือในพื้นที่เงียบกว่า อบอุ่นกว่า และเป็นส่วนตัวกว่า โดยที่ครอบครัวอุปการะไม่ต้องแบกค่ารักษาไว้เองทั้งหมด
ความเมตตาที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
โครงการดี ๆ มักไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรยิ่งใหญ่เสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากชามน้ำข้างประตู กล่องจัดยาเล็ก ๆ บนชั้นครัว หรือการยอมเดินช้าลงให้เข้ากับสุนัขสูงวัยหนึ่งตัว สำหรับบางบ้าน อาจหมายถึงการเปิดพื้นที่สงบให้สุนัขตาบอดได้คุ้นเคยกับเส้นทางในบ้าน หรือการดูแลแมวที่มีอาการป่วยเรื้อรังด้วยความสม่ำเสมอ[ref:1][ref:2]

ในภูเก็ตและพังงา ซึ่งความเอาใจใส่มักซ่อนอยู่ในเรื่องเล็ก ๆ ของทุกวัน โครงการ Hospice Foster ของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยจึงให้ความรู้สึกเหมือนคำชวนที่อ่อนโยนมากกว่าการรณรงค์ใหญ่โต และบางที ความนิ่ง ความสม่ำเสมอ และบ้านหนึ่งหลัง ก็อาจกลายเป็นโอกาสครั้งที่สองที่มีค่ามากที่สุดสำหรับสัตว์ตัวหนึ่งได้จริง ๆ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน