เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศแผนการขยาย "โมเดลภูเก็ต" — กรอบการบริหารจัดการชายฝั่งที่ผนวกการบังคับใช้กฎหมายที่ดิน การฟื้นฟูชายหาด และระบบขนส่งทางน้ำที่ยั่งยืน — ให้ครอบคลุมถึงจังหวัดพังงาและกระบี่ สองจังหวัดอันดามันที่แบ่งปันชายฝั่ง จังหวะชีวิตของชุมชน และความหวังในการดูแลทะเลอย่างเป็นธรรมร่วมกับภูเก็ตมาช้านาน [ref:1]
โฆษกรัฐบาลรอง ลลิตา เพอร์สวิวัตสนา เผยว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องการให้โมเดลภูเก็ต "เป็นต้นแบบสำหรับแก้ปัญหาเก่าๆ" — ถ้อยคำที่มีความหมายลึกสำหรับชาวอันดามันในแถบนี้ มานานหลายปีที่ชุมชนประมงในพังงาและพ่อค้าแม่ค้าตลาดหัตถกรรมในกระบี่ต่างมองดูชายหาดสาธารณะค่อยๆ หดแคบลง ถูกยึดครองโดยสิ่งปลูกสร้างที่เบียดออกพื้นที่ของผู้ค้า ช่างทอ และนายเรือที่สร้างชีวิตจากคลื่นและทรายมาตลอด
ในภูเก็ต เฟสแรกของโมเดลเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นปี 2569 พื้นที่ชายหาดกว่าห้าไร่ — ราว 8,000 ตารางเมตร — ได้รับการยึดคืนจากร้านอาหาร 16 แห่งที่บุกรุกบางเทาบีช และในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ คดีปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ที่ดินราว 20 คดีถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่อุทยานถูกส่งลงพื้นที่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างร้างและฟื้นคืนสภาพชายหาดธรรมชาติ นี่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงทางเอกสาร แต่เป็นการฟื้นคืนพื้นที่จริงๆ บนชายหาดที่ประชาชนถูกกีดกันออกมาทีละน้อยตลอดหลายชั่วคน
สิ่งที่ทำให้โมเดลภูเก็ตโดดเด่นไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่คือภาพชัดเจนของสิ่งที่จะมาแทนที่การยึดครองที่ผิดกฎหมาย โครงการ "เรือแท็กซี่" จะเชื่อมต่อป่าตองกับสนามบินนานาชาติภูเก็ตผ่านทางทะเลในเวลาราวสามสิบนาที เทียบกับการเดินทางบนถนนที่ใช้เวลาสองชั่วโมงหรือมากกว่าในช่วงรถติด กรมอุทยานแห่งชาติจะออกงบสร้างท่าเทียบเรือ และรัฐบาลได้นิยามโครงการนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นระบบที่จะ "กระจายรายได้สู่ชุมชนชายฝั่ง" — ถ้อยคำที่บ่งบอกเจตนาให้เส้นทางน้ำนี้ทำงานเพื่อคนที่อยู่ริมมัน ไม่ใช่แค่คนที่ผ่านมาใช้
สิ่งนี้สำคัญที่สุดสำหรับพังงาและกระบี่ เมื่อรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะขยายโมเดลมายังจังหวัดเหล่านี้ นั่นคือการสัญญาว่าหลักการเดิมจะตามมาด้วย ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใส การคืนสิทธิ์การเข้าถึงชายหาดแก่สาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนชุมชน ไม่ใช่ผลักดันพวกเขาออกไป
ตลอดร่องน้ำป่าโกงกางของอ่าวพังงา ชาวประมงขนาดเล็กที่จับปูและหอยนางรมได้สร้างระบบการจัดการทรัพยากรทางทะเลแบบชุมชนมากกว่าสองทศวรรษ ฟื้นคืนป่าที่อุตสาหกรรมกุ้งเคยโกยออกไปจนร่อยหรอ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในซอกหินปูนของกระบี่ คนขับเรือหัวโทงและผู้ค้าตลาดหัตถกรรมต่างใช้ชีวิตอยู่ริมเขตอุทยานแห่งชาติมาหลายปี ด้วยการรักษาสมดุลระหว่างการหาเลี้ยงชีพและการอนุรักษ์โดยอาศัยการปฏิบัติสืบทอด ไม่ใช่เอกสารรับรอง ทั้งสองกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์หากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมาพร้อมกับความตั้งใจจริงในการกระจายผลตอบแทนของชายฝั่งที่บริหารจัดการได้ดีขึ้น
จังหวะเวลาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ วันที่ 16 และ 17 มิถุนายน คณะรัฐมนตรีอนุมัติการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและรองผู้ว่าราชการสองคน พร้อมติดตั้งผู้นำใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้เร่งการปฏิรูปโดยไม่ให้ความขัดแย้งภายในมาเป็นอุปสรรค นี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลตั้งใจเดินหน้า ไม่ใช่แค่ออกประกาศ
ข่าวนี้ไปถึงหมู่บ้านประมงในพังงาอย่างเงียบๆ ดังเช่นที่นโยบายระดับชาติมักเดินทาง ชาวประมงหญิงที่เกาะยาวน้อยอาจไม่รู้จักคำว่า "โมเดลภูเก็ต" แต่เธอรู้ความแตกต่างระหว่างชายฝั่งที่เป็นของคนที่อาศัยอยู่ริมมัน กับชายฝั่งที่ถูกยึดไปโดยที่ไม่มีใครทัดทาน เธอรู้ว่าชายหาดที่ได้รับการคืนมาหน้าตาเป็นอย่างไร
ชุมชนชายฝั่งอันดามันในพังงาและกระบี่ต่างเข้าใจมานานแล้วว่าการบริหารชายฝั่งอย่างเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องของราชการ แต่คือเรื่องของว่า เมื่อน้ำขึ้นมา มันจะพัดพาอะไรกลับมาด้วย [ref:1]
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน