เช้าวันที่ 10 มิถุนายน บรรยากาศหน้าสำนักงานเทศบาลศรีสุนทรในอำเภอถลาง ภูเก็ต ยังคงแตกต่างจากฤดูกาลอื่นอย่างชัดเจน — กลิ่นหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของทุเรียนสุกลอยอยู่ในอากาศ ก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียนประจำปี 2569 ชาวสวนจากทั่วเกาะต่างมาพร้อมหน้ากัน พร้อมความภาคภูมิใจในมรดกที่พวกเขาดูแลมาข้ามรุ่น [ref:1]
ภูเก็ตมีครัวเรือนชาวสวนทุเรียนกว่า 945 ครอบครัว ส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามเนินเขาของถลาง กะทู้ และสาคู โดยราวร้อยละ 70 ยังคงปลูกพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิม ทุเรียนที่ไม่เคยมีชื่อในตลาดส่งออก แต่กลับมีรสชาติที่คนในพื้นที่จดจำและผูกพันมาตลอดชีวิต
ในโลกการค้า หมอนทองคือพันธุ์ที่ครองตลาด ด้วยเนื้อนุ่ม รสหวานอ่อน และอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน แต่เมื่อลึกเข้าไปในสวนของถลาง ต้นทุเรียนเก่าแก่กลับยืนต้นอย่างเงียบงัน ทั้งทุเรียนบ้านที่มีเมล็ดเล็กและรสจัดจ้าน ชะนีที่รสชาติออกขมหวานซับซ้อนจนผู้ชิมครั้งแรกมักงงงวยแต่คนประจำกลับหลงใหล และกานยาวที่เนื้อแน่นเป็นพิเศษจนชาวสวนถือว่าเป็นสมบัติลับของสวน
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือแรงกดดัน เมื่อราคาทุเรียนในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นและความต้องการจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การโค่นต้นพันธุ์ท้องถิ่นแล้วเปลี่ยนมาปลูกหมอนทองจึงกลายเป็นทางเลือกที่หลายครอบครัวในจังหวัดอื่นเลือกไปแล้ว แต่ที่ภูเก็ต จังหวัดกำลังพยายามพลิกทิศทางนั้น
ผู้ว่าฯ นิรัตน์ประกาศแผนที่ครอบคลุมสามด้าน ได้แก่ การระบุและอนุรักษ์พันธุกรรมของพันธุ์ท้องถิ่นที่เหลืออยู่ก่อนที่จะสูญหาย การพัฒนาแนวทางการผลิตอินทรีย์เพื่อให้ชาวสวนสามารถตั้งราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพที่แท้จริง และการเสริมสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรให้แน่นแฟ้นขึ้น เพื่อให้ความรู้ถ่ายทอดข้ามสวนแทนที่จะถูกเก็บไว้ในครอบครัวเดียว
ถนนผลไม้ศรีสุนทร 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 ถึง 13 มิถุนายน คือภาพสะท้อนของแผนดังกล่าวในทางปฏิบัติ ปีที่แล้วมีผู้มาร่วมงานกว่า 30,000 คนในเวลาเพียงสองวัน ทุกคนมาเพื่อซื้อผลไม้ตรงจากมือเกษตรกร ได้พูดคุยกับคนที่ปลูก ได้ถามว่าทำไมต้นในสวนเดียวกันถึงให้รสชาติต่างกัน และได้ทดลองว่าชะนีจากต้นใหม่กับต้นอายุสี่สิบปีนั้นต่างกันอย่างไร การสนทนานั้นคือเป้าหมายที่แท้จริงของงาน [ref:2]
ฤดูทุเรียนของภูเก็ตกินเวลาตั้งแต่มิถุนายนถึงสิงหาคม บนพื้นที่ปลูกรวมกว่า 2,945 ไร่ ในปี 2569 นี้คาดว่าจะได้ผลผลิตราว 599 ตัน ตัวเลขที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น แต่นั่นคือจุดแข็งของภูเก็ต ผลผลิตที่ได้มาจากสวนที่อยู่ใกล้บ้าน ดูแลโดยครอบครัวที่รู้จักต้นทุกต้นในแปลงตัวเอง
การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มขอเข้าไปในสวนแทนที่จะรอซื้อที่ตลาด เพื่อดูการเก็บเกี่ยวจริง เรียนรู้วิธีอ่านสีเปลือกและเคาะฟังเสียงเพื่อรู้ว่าเนื้อข้างในพร้อมแล้วหรือยัง สำหรับชาวสวนนั่นคือรายได้เสริม สำหรับผู้มาเยือนคือประสบการณ์ที่หาค่าไม่ได้ ความรู้สึกแน่ชัดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังชิมนั้นมาจากไหน
ทุเรียนพันธุ์ท้องถิ่นของภูเก็ตไม่ใช่สิ่งที่พกกลับบ้านได้ แต่รสชาติและความหมายของมันเดินทางไปได้ไกลกว่านั้น
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน