อ่าวตังก์เขนเป็นหนึ่งในมุมทะเลของภูเก็ตที่ทำให้เรื่องธรรมชาติรู้สึกใกล้ตัวอย่างน่าประหลาด พอถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ชายฝั่งเงียบๆ ใกล้แหลมพันวาจะกลายเป็นพื้นที่ของ Dugong Festival 2026 งานฟรีที่ชวนคนมาดูหนัง ฟังเรื่องเล่าจากคนทำงานจริง ทำงานศิลปะจากวัสดุใช้แล้ว และช่วยกันดูแลชายหาดไปพร้อมกัน[ref:1]

จุดน่าสนใจคือเวทีภูเก็ตไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นหนึ่งในซีรีส์สามเมืองที่เริ่มจากเกาะสมุยเมื่อ 1 สิงหาคม และไปปิดท้ายที่กรุงเทพฯ วันที่ 16 สิงหาคม แนวคิดของงานคือ “From the Sea to the City. From Awareness to Action.” และโปรแกรมก็เดินตามแนวคิดนั้นชัดเจน ทั้งการฉายสารคดี Saving Thailand’s Last Dugongs ช่วงพูดคุยกับ Theerasak “Pop” Saksritawee นักสื่อสารด้านอนุรักษ์และ citizen scientist เวิร์กช็อปศิลปะจากวัสดุรีไซเคิล กิจกรรมเก็บขยะชายหาด และงานประติมากรรมพะยูนที่เดินทางต่อไปครบทั้งสามจุด[ref:1]
ทำไมต้องเป็นอ่าวตังก์เขน
เสน่ห์ของงานนี้อยู่ที่สถานที่ เพราะอ่าวตังก์เขนไม่ใช่แค่ฉากสวยริมทะเล แต่เป็นจุดที่มีความหมายต่อเรื่องพะยูนของภูเก็ตจริงๆ การสำรวจภาคสนามเมื่อวันที่ 20-27 มกราคม 2025 ที่ WWF Foundation ทำร่วมกับ WWF Thailand และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่ตั้งแต่ตรัง กระบี่ พังงา ไปจนถึงภูเก็ต เพื่อประเมินสภาพหญ้าทะเลและการเคลื่อนไหวของพะยูน ทีมสำรวจบันทึกการพบพะยูน 5 ตัวจากโดรนได้แบบช่วงสั้นๆ ซึ่งถือว่าพบน้อยและน่าจดจำมาก และยังพบพฤติกรรมผสมพันธุ์ของพะยูนที่อ่าวตังก์เขนด้วย[ref:2]
สัญญาณแบบนี้ทำให้ภูเก็ตถูกมองด้วยความหวังมากขึ้น เพราะรายงานเดียวกันระบุว่าหญ้าทะเลในกระบี่และภูเก็ตเริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัว ขณะเดียวกันภาพใหญ่ของฝั่งอันดามันก็ยิ่งทำให้ทุกจุดมีความสำคัญมากขึ้น ปี 2022 ไทยมีพะยูนประเมินไว้ 273 ตัว และประมาณ 90% อยู่ตามชายฝั่งอันดามัน นักวิจัยจึงจับตาการเคลื่อนย้ายของพะยูนแถบภูเก็ตมากเป็นพิเศษ[ref:3][ref:4]
พะยูนไม่ได้น่ารักอย่างเดียว แต่สำคัญกับทั้งระบบทะเล
หลายคนคุ้นกับคำว่า sea cow จนเผลอคิดว่าพะยูนเป็นสัตว์ทะเลนุ่มๆ ที่มีไว้ให้เอ็นดูเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว Dugong dugon เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลโดยสมบูรณ์ และยังถูกจัดให้เป็นชนิดพันธุ์ที่เปราะบางต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก[ref:3][ref:5] ความพิเศษอีกอย่างคือพะยูนกินหญ้าทะเลเก่งมาก รายงานของ CMS สรุปว่าพะยูนหนึ่งตัวอาจกินหญ้าทะเลได้มากถึง 30 กิโลกรัมต่อวัน[ref:5]
ตัวเลขนี้ฟังดูเหมือนเกร็ดน่าทึ่ง แต่จริงๆ มันบอกบทบาทของพะยูนในระบบนิเวศได้ชัด เพราะเมื่อพะยูนหากินในแปลงหญ้าทะเล มันช่วยให้ทุ่งหญ้าใต้น้ำยังมีการหมุนเวียนและคงความสมบูรณ์อยู่ได้ หญ้าทะเลเองก็สำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด CMS ระบุว่ามันครอบคลุมพื้นที่เพียงราว 0.2% ของมหาสมุทร แต่กลับกักเก็บคาร์บอนในตะกอนใต้ทะเลได้ประมาณ 10% ของคาร์บอนในมหาสมุทรทั้งหมด[ref:5]

เมื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มีคนเล่าให้ฟัง มันจึงเข้าใจง่ายขึ้น
เหตุผลที่งานนี้น่าร่วมมากอีกข้อคือมี Pop Theerasak อยู่ในวงสนทนา รายงานของ Nikkei Asia และงานเล่าข้ามแพลตฟอร์มของ Guardian/Pulitzer Center ทำให้เห็นภาพว่าเขากลายเป็นคนเฝ้ามองอ่าวตังก์เขนอย่างสม่ำเสมอแค่ไหน Pop ลงพื้นที่แทบทุกวันในบางช่วง ใช้โดรนติดตามพะยูนกลางอ่าว และช่วยแปลข้อมูลยากๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ว่า เรื่องนี้เริ่มจากหญ้าทะเล น้ำตื้น และความเปลี่ยนแปลงของอ่าวบ้านเราเอง[ref:4]
ในรายงานนั้นยังเล่าว่าเขาใช้เวลาเฝ้าดูอ่าวได้นานถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน และในช่วงหนึ่งเคยมีพะยูนมากถึง 13 ตัวอยู่ในอ่าวตังก์เขน ก่อนที่จำนวนจะลดลงเหลือภาพจำที่เปราะบางกว่าเดิม[ref:4] ยิ่งมีคนทำหน้าที่เชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์กับชุมชนแบบนี้ งานเทศกาลก็ยิ่งไม่แข็งและไม่ไกลตัว
งานทะเลที่ชวนเข้ามาแบบไม่ต้องเตรียมตัวมาก
อีกความน่ารักของ Dugong Festival 2026 คือเขาเปิดให้เข้าร่วมฟรี[ref:1] ไม่ต้องมีเรือ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ดำน้ำ ไม่ต้องอ่านงานวิจัยมาก่อนก็เข้ามาได้ คุณแค่มาเดินชายหาด ดูสารคดี ร่วมเก็บขยะ ฟังเรื่องของพะยูน แล้วกลับบ้านพร้อมความเข้าใจใหม่ว่าทำไมหญ้าทะเลจึงสำคัญกับภูเก็ตขนาดนี้
ความรู้สึกแบบนี้เหมาะกับภูเก็ตมาก เพราะเป็นการชวนดูแลทะเลผ่านกิจกรรมที่ทั้งสร้างสรรค์ อบอุ่น และทำร่วมกันได้จริง สุดท้ายแล้วงานหนึ่งวันอาจไม่ได้เปลี่ยนทะเลทั้งผืนทันที แต่สามารถเปลี่ยนสายตาของคนที่มางานได้ และบางทีนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการดูแลชายฝั่ง

เมื่อบ่ายคล้อยลง งานที่อ่าวตังก์เขนอาจทิ้งของสำคัญไว้มากกว่าความประทับใจ นั่นคือความเข้าใจง่ายๆ แต่ทรงพลังว่า การดูแลพะยูนเริ่มจากการดูแลน้ำตื้น หญ้าทะเล และชายฝั่งที่เราใช้ร่วมกันทุกวันนี่เอง[ref:1][ref:2]
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน