ใต้ผิวมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเฉียงใต้ลงไปหกร้อยเจ็ดสิบเมตร ณ ไหล่เขาใต้ทะเลนาซคา ริดจ์ ยานดำน้ำระยะไกลจากเรือวิจัย Falkor (too) ค่อย ๆ ลอดผ่านไหล่หินลาดลง แล้วแสงไฟของยานก็ส่องเจอสิ่งมหัศจรรย์ คือปะการังสีชมพูทรงพัด กิ่งก้านแผ่กว้างเท่ากับแขนคนที่กางออกเต็มที่ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2026 ปะการังต้นนั้นก็ได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Paragorgia quitinosa และพร้อมกับชื่อใหม่ นักวิทยาศาสตร์ก็ประกาศคำตอบของปริศนาที่วงการปะการังเคี่ยวเข็ญมานานกว่าร้อยปี [ref:1]

ปะการังที่โตใหญ่โดยไม่มีโครงกระดูก
ปะการังบับเบิ้ลกัม (สกุล Paragorgia) คือสถาปนิกคนสำคัญของทะเลลึก พวกมันสร้างโคโลนีแตกกิ่งที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของมหาสมุทร แต่จุดที่น่าทึ่งก็คือ ลำต้นของพวกมันไม่มีโครงแข็งภายในเลย ปะการังสร้างแนวปะการังทั่วไปใช้แคลเซียมคาร์บอเนตหล่อกรอบแข็งแรง ส่วนปะการังบับเบิ้ลกัมพึ่งพาเพียงเม็ดหินปูนจิ๋วเรียกว่า sclerite แต่ละเม็ดยาวเฉลี่ยแค่ 0.095 มิลลิเมตร หรือประมาณความหนาของเส้นผมมนุษย์หนึ่งเส้น ลองนึกภาพกางเต็นท์ขนาดครอบครัวโดยไม่มีเสาเลยสักต้น มีแต่ผ้าใบที่เย็บเม็ดทรายฝังไว้ แล้วให้มันตั้ง แต่งอ และเติบโตอยู่ในน้ำลึกได้หลายสิบปี ทำอย่างนั้นได้อย่างไร
คำตอบคือโมเลกุลที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว
งานวิจัยใหม่นำทีมโดย Juan Armando Sánchez จาก Universidad de los Andes ร่วมกับ Erin Easton และเพื่อนร่วมงานในโคลอมเบีย สหรัฐอเมริกา และชิลี รายงานหลักฐานแรกของการพบไคติน (chitin) ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในเนื้อเยื่อของปะการังออกโตคอรัล [ref:1] ไคตินคือวัสดุก่อสร้างชั้นเยี่ยมของธรรมชาติ เป็นพอลิเมอร์แข็งแรงในกระดองปู เปลือกกุ้ง ปีกผีเสื้อ และแม้กระทั่งผนังเซลล์ของเห็ดรา ภายในตัว P. quitinosa ไคตินก่อตัวเป็นเครือข่ายท่อลายตาทอดยาวทั่วทั้งโคโลนี เหมือนด้ายเย็บย้ำภายในผ้าใบเต็นท์ไร้เสา ให้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนตัวพอที่จะโยกไปกับกระแสน้ำลึกได้
นี่เป็นเพียงครั้งที่สามที่พบไคตินในกลุ่มสัตว์ชั้น Anthozoa ซึ่งรวมปะการังและดอกไม้ทะเล ต่อจากดอกไม้ทะเลและปะการังดำ [ref:1] ชื่อสปีชีส์เองก็เป็นการคารวะอย่างสวยงาม เพราะ quitinosa มาจากคำว่า quitina ในภาษาสเปน ที่แปลว่าไคติน โมเลกุลที่ทำให้การค้นพบนี้เลื่องชื่อ

พิสูจน์ได้อย่างไรว่าปะการังเต็มไปด้วยไคติน
ทีมวิจัยส่งตัวอย่างผ่านเครื่องมือทันสมัยหลายชั้นหลายแบบ ผนังท่อของปะการังไม่ละลายในสารละลายไฮโปคลอไรต์เจือจาง ซึ่งทำลายเนื้อเยื่ออ่อนทั่วไปได้ นี่เป็นคำใบ้แรกว่ามีบางอย่างแข็งแรงผิดปกติซ่อนอยู่ จากนั้นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องพลังงาน SEM-EDS สเปกโตรสโกปี FTIR และ RAMAN รวมถึงการวิเคราะห์ทางเคมีด้วย TMS/GC-MS ยืนยันตรงกันหมดว่า ไคตินอยู่ในท่อเชื่อมและท่อขอบของเนื้อโคเนนไคม์จริง ๆ [ref:1]
และการสแกนไมโคร CT ก็มอบความปลื้มปีติเพิ่มอีกชั้น เพราะตัวอย่างต้นแบบ (holotype) ที่เป็นหลักของชื่อสปีชีส์ กลายเป็นปะการังเพศเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ มีชุดไข่หลายรุ่นซ่อนอยู่เฉพาะใน polyp ชนิด siphonozoid ซึ่งเป็น polyp ผู้ช่วยที่ไม่ออกหาอาหาร [ref:1]
กิ่งใหม่บนต้นไม้วงศ์ตระกูลอันเก่าแก่
การวิเคราะห์พันธุกรรมด้วย ultraconserved elements และยีนไมโทคอนเดรียจัดวาง P. quitinosa ไว้ในสกุล Paragorgia เป็นสายพันธุ์น้องสาวสนิทของ P. johnsoni และ P. jamesi และยังเผยระหว่างทางว่าสกุลข้างเคียงอย่าง Sibogagorgia นั้นเป็น polyphyletic หรือรวมสายพันธุ์ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกันจริง จึงต้องจัดบ้านใหม่ [ref:1] ตัวอย่างเก็บได้ระหว่างการสำรวจ FKt240708 ของสถาบัน Schmidt Ocean Institute และสปีชีส์นี้ได้รับหมายเลข Ocean Census เป็น OC-SP-0003448 ภายใต้โครงการ Nippon Foundation–Nekton Ocean Census ที่กำลังเร่งค้นพบสิ่งมีชีวิตในทะเลทั่วโลก [ref:2]

ทำไมปะการังนุ่ม ๆ จึงสำคัญ
การค้นพบนี้ไม่ได้เพิ่มชื่อลงในรายการสายพันธุ์เท่านั้น แต่อธิบายเชิงกลไกว่าปะการังไร้โครงแข็งโตใหญ่ได้อย่างไร โดยยังงอตามกระแสน้ำได้โดยไม่หัก ซึ่งเป็นบทเรียนวิศวกรรมวัสดุเบาและยืดหยุ่นที่นักวิทยาศาสตร์วัสดุสนใจอย่างจริงจัง และยังเตือนใจเราว่าทะเลลึกยังเอื้อเฟื้อกับคำตอบมากเพียงใด โคโลนีเพียงต้นเดียวที่ยกขึ้นจากสันเขาใต้ทะเลหนึ่งแห่ง ไขปัญหาอายุร้อยปีและเขียนสกุลปะการังใหม่ได้ในงานวิจัยชิ้นเดียว ใต้คลื่นลึก ๆ ยังมีเรื่องราวอีกนับไม่ถ้วนที่รอเพียงให้แสงไฟดวงหนึ่งเปล่งประกายผ่านไป
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน