เช้าวันที่ 17 มิถุนายน 2569 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารกรุงไทยประกาศเปิดตัวโครงการทุนขนาดเล็กระยะที่ 8 ของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) สำหรับประเทศไทย [ref:1] โดยกำหนดให้ชายฝั่งอันดามันตอนล่างเป็นหนึ่งใน 4 พื้นที่เป้าหมายหลัก ท่ามกลางพื้นที่ที่อุดมด้วยแนวหญ้าทะเล ป่าโกงกาง และชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่ผูกพันกับคลื่นอันดามันมาตลอดหลายชั่วอายุคน
ในการประกาศครั้งนั้น ชื่อของบ้านโขดกราย ตำบลมะลวน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะตัวอย่างที่จับต้องได้ของสิ่งที่โครงการนี้ทำได้จริง [ref:3]
บ้านโขดกรายเป็นหนึ่งในแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่สำคัญของไทย ตั้งอยู่ชิดผืนป่าโกงกางที่ยังหนาแน่น มีหาดโคลนน้ำร้อนธรรมชาติที่พุขึ้นมาในช่วงน้ำลง ถ้ำผีหัวโตที่เย็นสบายยามบ่าย และหาดปูหมดแดงที่น้ำใสพอให้เด็กๆ ลงเล่นได้ ชาวบ้านที่นี่รู้จักทุกร่องน้ำในป่าโกงกาง รู้ว่าฤดูไหนหอยงาม และรู้ว่าเมื่อไรน้ำขึ้นจะพาอะไรมาให้
ด้วยการสนับสนุนจากโครงการทุนขนาดเล็กของ GEF [ref:2] ชุมชนเริ่มมองสิ่งที่ทะเลทิ้งไว้ด้วยสายตาใหม่ เปลือกหอยนางรมที่เคยกองอยู่ริมน้ำ กลายมาเป็นวัตถุดิบสำหรับสครับและสบู่ทำมือ ผสมกับสมุนไพรพื้นถิ่นอย่างตะกูดที่เก็บได้จากชายขอบป่าโกงกาง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้บรรจุลงบรรจุภัณฑ์ที่ชุมชนออกแบบเอง วางขายในตลาดท้องถิ่นและผ่านแพ็กเกจท่องเที่ยวชุมชนที่จัดขึ้นในลำน้ำและป่าโกงกางโดยรอบ
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นมุมมองที่บ้านโขดกรายมีต่อตัวเอง จากชุมชนที่ขายหอยสด มาเป็นชุมชนที่สร้างของด้วยมือ ของที่มีรากมาจากความรู้เฉพาะถิ่น จากกลิ่นทะเล พื้นผิวเปลือกหอย และป่าโกงกางที่ดูแลมาด้วยกันมาทั้งชีวิต
ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.46 เท่าภายในปี 2573 เป็นตัวเลขที่บอกเล่าส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ได้ [ref:3] แต่ไม่สามารถบันทึกได้ว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อคนรุ่นปู่ย่าอธิบายให้คนรุ่นหลานรู้ว่าเปลือกหอยบดละเอียดนุ่มผิวได้ดีกว่าสครับจากโรงงานอย่างไร
ชายฝั่งอันดามันตอนล่างที่ถูกเลือกในรอบนี้มีความสำคัญทางนิเวศวิทยาในระดับโลก [ref:2] แนวหญ้าทะเลกักเก็บคาร์บอนใต้น้ำและเป็นแหล่งอาหารของพะยูน ป่าโกงกางปกป้องแนวชายฝั่งจากคลื่นลมและทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ขณะที่ชุมชนชาวเล ทั้งมอแกนและอูรักลาโวยจ์ ยังคงทำประมงพื้นบ้านแบบดั้งเดิมที่กระทบระบบนิเวศน้อยกว่าการทำประมงพาณิชย์อยู่มาก
แต่แรงกดดันบนชายฝั่งนี้มีอยู่จริง ทั้งขยะทะเล มลพิษจากบนดิน การท่องเที่ยวที่ขาดการจัดการ และผลพวงของการฟอกขาวของปะการัง ทำให้ช่องว่างในการจัดหาเงินทุนเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของไทยยังคงอยู่ที่ราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี [ref:1]
โครงการทุนขนาดเล็กของ GEF ที่สนับสนุนชุมชนในไทยมาแล้วกว่า 492 ชุมชนใน 30 ปี ไม่ได้แก้ช่องว่างนั้นได้ทั้งหมด แต่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง คือส่งเงินจำนวนพอดีถึงมือชุมชนที่รู้จักผืนน้ำของตนดีที่สุด
สำหรับชุมชนบนชายฝั่งอันดามันตอนล่างที่สนใจ ยังมีเวลาถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ในการยื่นข้อเสนอขอรับทุน [ref:3] บ้านโขดกรายพิสูจน์แล้วว่าเมื่อชุมชนรู้ว่าตัวเองมีอะไร แม้แค่เปลือกหอยก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรใหม่ๆ ได้เสมอ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน