ปลายเดือนนี้แหลมพรหมเทพกำลังจะคึกคักขึ้นอีกแบบหนึ่งค่ะ ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ภูเก็ตจะจัดงาน มหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน ที่จุดชมวิวปลายแหลมซึ่งทุกคนคุ้นตา โดยเปิดให้เข้าชม ฟรี และรวบรวม ร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าชุมชน และงานทำมือมากกว่า 60 ร้าน มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน งานนี้จึงไม่ได้ชวนคนไปดูวิวอย่างเดียว แต่ชวนให้เดินชิม เดินคุย และเห็นเสน่ห์ของอันดามันผ่านฝีมือคนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดด้วย [ref:1]

ความน่าสนใจของงานนี้อยู่ที่ขนาดและเจตนาของโครงการ เพราะไม่ได้มองแค่ภูเก็ตจังหวัดเดียว แต่เชื่อม 5 จังหวัดอันดามัน ได้แก่ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวที่เคารพธรรมชาติและยกคุณค่าของชุมชนขึ้นมาพร้อมกัน งานแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 ที่ เซ็นทรัลภูเก็ต โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมเปิดตัวพร้อมหน่วยงานท่องเที่ยว ภาคท้องถิ่น ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จึงมองออกชัดว่านี่ไม่ใช่งานนัดขายของชั่วคราว แต่เป็นภาพรวมของทิศทางการท่องเที่ยวอันดามันที่อยากให้คนเห็นและเข้าถึงได้จริง [ref:1][ref:2]
งานนี้มีรายละเอียดจับต้องได้
คำว่า “ท่องเที่ยวยั่งยืน” บางครั้งฟังดูไกลตัว แต่ข้อมูลของโครงการรอบนี้ค่อนข้างชัดเจนมาก โครงการระบุว่าจะมี การอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และผู้นำชุมชน เรื่องการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ควบคู่กับ กิจกรรมอนุรักษ์ทางทะเลที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ด้วย นอกจากนี้ยังวาง เส้นทางท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์แบบ 2 วัน 1 คืน ไว้ 2 เส้น คือ ภูเก็ต-พังงา และ กระบี่-ตรัง รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้ทำให้งานดูมีรูปธรรมมากขึ้น เพราะไม่ใช่เพียงการจัดอีเวนต์ให้คนมาเดิน แต่เป็นการต่อยอดไปถึงเส้นทาง คนทำงาน และวิธีคิดเรื่องการท่องเที่ยวของทั้งภูมิภาค [ref:1][ref:3]
แหลมพรหมเทพเองก็เหมาะกับบทบาทนี้ไม่น้อย ข้อมูลจากฝั่งท้องถิ่นระบุว่าในช่วงไฮซีซั่น พื้นที่แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวราว 1,000-2,000 คนต่อวัน และกิจกรรม “ราไวย์ สบาย สไบ” ที่เคยจัดก่อนหน้านี้ได้รับการตอบรับดีมาก ถึงขั้นที่ร้านค้าชุมชนบางร้านขายหมดก่อน 19.00 น. นั่นหมายความว่าแหลมพรหมเทพไม่ได้เป็นเพียงจุดชมวิวสวย ๆ แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีพลังพอจะพาคนมารู้จักอาหาร งานฝีมือ และอัตลักษณ์จากหลายจังหวัดได้จริง [ref:2]

เสน่ห์ของงานอยู่ที่คำว่า “ชุมชน”
อีกประเด็นที่อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นมากคือคำพูดของ นายสมพร แทนสกุล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนภูเก็ต ที่เล่าว่าการท่องเที่ยวชุมชนของภูเก็ตพัฒนามาตั้งแต่ปี 2540 โดยใช้ “คน วัฒนธรรม และธรรมชาติ” มาผสานเข้าด้วยกัน ประโยคนี้ทำให้เห็นว่างานมหกรรมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ยืนอยู่บนประสบการณ์ยาวนานของคนพื้นที่ที่รู้จักแปลงเรื่องธรรมดาในชุมชนให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวอยากเรียนรู้ [ref:2]
แล้วคนที่ไปงานจะได้เจออะไรบ้าง? จากข้อมูลที่ประกาศไว้ มีทั้ง สินค้าชุมชน งานศิลปะ งานคราฟต์ เวิร์กช็อป อาหาร เครื่องดื่ม ดนตรีสด และการแสดง ตลอดสามวัน พร้อมศิลปินอย่าง เอิ๊ต ภัทรวี, Whal & Dolph และเรนิษรา ที่จะสลับกันขึ้นเวทีในแต่ละวัน [ref:1][ref:3] แต่หัวใจของงานน่าจะอยู่ที่จังหวะเล็ก ๆ ระหว่างทางมากกว่า เช่น การได้คุยกับคนทำของเอง การได้เห็นว่าวัตถุดิบพื้นถิ่นถูกเล่าออกมาเป็นสินค้ายังไง หรือการได้ชิมอาหารที่บอกตัวตนของแต่ละจังหวัดแบบไม่ต้องอธิบายยาว
สำหรับผู้อ่าน Andaman Seashell งานนี้น่าสนใจตรงที่ทำให้คำว่า “ยั่งยืน” นุ่มนวลและเป็นมิตรขึ้นมาก เราไม่ได้มองมันในเชิงนโยบายอย่างเดียว แต่เห็นเป็นถุงผ้าทอ งานฝีมือ อาหารพื้นบ้าน เวิร์กช็อปเล็ก ๆ และบทสนทนาที่เกิดขึ้นริมทะเล ถ้างานครั้งนี้เดินไปได้อย่างที่ตั้งใจ ก็อาจกลายเป็นตัวอย่างสวย ๆ ว่าการท่องเที่ยวที่ดีไม่จำเป็นต้องเสียงดังที่สุด แต่อาจเป็นการจัดพื้นที่ให้ชุมชนได้เล่าเรื่องของตัวเองอย่างเต็มที่
ปลายสิงหาคมนี้ ภูเก็ตมีนัดที่น่าไปมาก
ภูเก็ตเป็นเมืองที่คนพร้อมออกมาชมวิวอยู่แล้ว แต่งานครั้งนี้กำลังเติมความหมายให้การออกไปชมวิวอีกชั้นหนึ่ง ด้วยการจับคู่ทัศนียภาพของแหลมพรหมเทพเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ งานชุมชน การอบรมคนทำงาน และกิจกรรมอนุรักษ์ทางทะเล เมื่อทุกอย่างมาอยู่บนเวทีเดียวกัน ภาพของอันดามันก็ยิ่งดูอบอุ่นและร่วมสมัยขึ้น
ถ้าคุณอยู่ภูเก็ตช่วง 28-30 สิงหาคม 2569 งานนี้น่าจะเป็นหนึ่งในวิธีที่สบายและน่ารักที่สุดในการมองอันดามันผ่านสายตาของคนท้องถิ่น และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน แหลมพรหมเทพในสุดสัปดาห์นั้นจะไม่ได้ให้แค่แสงเย็นสวย ๆ แต่จะให้ภาพเล็ก ๆ ของอนาคตการท่องเที่ยวอันดามันที่สร้างจากชุมชนจริง ๆ ด้วย [ref:1]

ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน