บางครั้งจุดแสงเล็ก ๆ ก็เล่าเรื่องใหญ่ได้มากกว่าที่คิด ภาพสำรวจท้องฟ้าชุดใหม่จาก Euclid ทำให้นักดาราศาสตร์พบควาซาร์โบราณ 31 แห่ง หรือแกนสว่างของกาแล็กซีที่มีสสารกำลังไหลวนลงสู่หลุมดำมวลยิ่งยวด และในนั้นมี 2 แห่งที่กำลังส่องแสงอยู่แล้วตั้งแต่เอกภพมีอายุเพียงประมาณ 670 ล้านปี คิดเป็นราว 5% ของอายุเอกภพปัจจุบันเท่านั้น[ref:1][ref:2]

ความน่ารักของข่าวนี้อยู่ตรงที่จุดแสงไกลลิบเหล่านี้ไม่ใช่แค่จุดขาวบนพื้นหลังมืด แต่เป็นเหมือนประภาคารจากรุ่งอรุณของเอกภพจริง ๆ ESA ประกาศผลเมื่อวันที่ 2026-07-06 และงานวิจัยในวารสาร Astronomy & Astrophysics ระบุว่าควาซาร์ชุดนี้อยู่ในช่วงเรดชิฟต์ 6.6 ถึง 7.8 ซึ่งพาเราย้อนกลับไปยังช่วงหนึ่งพันล้านปีแรกของเอกภพได้อย่างน่าทึ่ง[ref:1][ref:3]
Euclid พบอะไรบ้าง
ควาซาร์เกิดขึ้นเมื่อก๊าซและฝุ่นจำนวนมหาศาลหมุนวนเข้าหาหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางกาแล็กซี แรงโน้มถ่วงและแรงเสียดทานทำให้สสารร้อนจัดจนปล่อยพลังงานมหาศาล สว่างกว่าดาวทั้งกาแล็กซีรวมกันเสียอีก[ref:2] สำหรับชุดที่ค้นพบครั้งนี้ วัตถุที่เก่าแก่ที่สุด 2 แห่งสว่างระดับ “หนึ่งล้านล้านดวงอาทิตย์” ตามข้อมูลของ ESA[ref:1]
ตัวเลขสำคัญมีหลายจุดที่น่าจำ จากควาซาร์ใหม่ 31 แห่งนี้ มี 12 แห่งอยู่ในช่วงที่เอกภพอายุไม่ถึง 770 ล้านปี และมีถึง 14 แห่งที่มีเรดชิฟต์ตั้งแต่ 7 ขึ้นไป[ref:2][ref:3] เจ้าของสถิติใหม่คือ EUCL J172902.75+641018.1 ที่เรดชิฟต์ 7.77 ส่วนอันดับสองคือ EUCL J125308.55+705432.3 ที่เรดชิฟต์ 7.69[ref:1] สถิติเดิมจากปี 2021 อยู่ที่เรดชิฟต์ 7.64 ดังนั้น Euclid จึงขยับเส้นขอบของสิ่งที่มนุษย์มองเห็นได้ย้อนกลับไปอีกเล็กน้อย[ref:1]
ทำไมการหาแสงแบบนี้จึงยากมาก
ควาซาร์ยุคแรกมีน้อยมาก และยังชอบปลอมตัวเหมือนดาวฤกษ์ใกล้ ๆ ในกาแล็กซีทางช้างเผือกด้วย[ref:2][ref:3] แถมแสงจากมันเดินทางผ่านเอกภพที่กำลังขยายตัวมาหลายพันล้านปี จึงถูกยืดจากย่านอัลตราไวโอเลตไปอยู่ในย่านใกล้อินฟราเรด[ref:3]

ปัญหาคือบรรยากาศโลกเองก็เรืองแสงในช่วงใกล้อินฟราเรด ทำให้การแยกวัตถุจางมาก ๆ จากพื้นโลกเป็นงานที่ยาก[ref:3] Euclid จึงได้เปรียบอย่างชัดเจน เพราะมันถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนกรกฎาคม 2023 และเริ่มสำรวจวิทยาศาสตร์ตามปกติเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2024[ref:1] การทำงานเหนือชั้นบรรยากาศช่วยให้มันเก็บภาพได้ทั้งกว้าง ลึก และคม พร้อมความสามารถในการมองย่านอินฟราเรดจากอวกาศ ESA ยังระบุว่าโครงการ Euclid Wide Survey จะครอบคลุมท้องฟ้ามากกว่าหนึ่งในสามเมื่อเสร็จสมบูรณ์ และใช้ข้อมูลเพื่อทำแผนที่ดาราจักรนับพันล้านแห่ง[ref:1][ref:2]
นี่คือหัวใจของเรื่อง ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์มักพบได้เพียงควาซาร์ยุคแรกที่สว่างที่สุดไม่กี่แห่งเท่านั้น แต่ผลงานชุดใหม่นี้ทำให้จำนวนควาซาร์จากยุคสุดขอบนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และ ScienceDaily ชี้ว่ากว่ามนุษย์จะเจอควาซาร์ที่มีเรดชิฟต์ 7 ขึ้นไปได้ราว 10 แห่งแรกนั้นใช้เวลานานกว่าทศวรรษ[ref:3] ขณะที่ Euclid ดันตัวเลขนี้ขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งปี[ref:3]
แล้วมันสำคัญอย่างไรกับภาพใหญ่ของเอกภพ
ควาซาร์เหล่านี้อยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่า epoch of reionisation หรือยุคเปลี่ยนผ่านจากเอกภพที่เต็มไปด้วยก๊าซเป็นกลางอันมืดและเย็น ไปสู่เอกภพที่เริ่มถูกเติมพลังด้วยแหล่งกำเนิดแสงยุคแรก[ref:1] เพราะเหตุนี้มันจึงเป็นเหมือนไฟฉายให้เราเห็นว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดก่อตัวเร็วแค่ไหน กาแล็กซีแรกเริ่มเติบโตอย่างไร และสภาพแวดล้อมรอบ ๆ พวกมันกำลังเปลี่ยนไปแบบไหน[ref:2][ref:3]
อีกจุดที่น่าสนใจมากคือการติดตามศึกษาควาซาร์ที่เก่าแก่เป็นอันดับสอง ESA รายงานว่ามันอยู่ในกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยฝุ่นและก๊าซ และกำลังก่อดาวอย่างคึกคักมาก ภาพนี้ช่วยให้นักวิจัยเริ่มนึกออกว่าบ้านของหลุมดำมวลยิ่งยวดในยุคแรกอาจมีหน้าตาแบบใด[ref:1]
ต่อจากนี้ Euclid จะพาเราไปไกลแค่ไหน
การพบครั้งนี้เป็นเพียงตอนเปิดเรื่องเท่านั้น NASA ระบุว่าภารกิจของ Euclid ซึ่งมุ่งทำความเข้าใจสสารมืดและพลังงานมืด จะช่วยต่อยอดแผนการสังเกตในอนาคตของกล้องโทรทรรศน์ Nancy Grace Roman ด้วย[ref:2] ขณะเดียวกันทีมนักวิจัยก็ตั้งเป้าจะหาควาซาร์ดวงแรกที่มีเรดชิฟต์เกิน 8 ให้ได้ ซึ่งหมายถึงการมองเห็นแสงจากช่วงที่เอกภพมีอายุน้อยกว่า 630 ล้านปี[ref:3]

ถ้าจะเก็บข่าวนี้ไว้ในภาพเดียว ก็คงเป็นภาพที่ Euclid กวาดมองท้องฟ้าอันเงียบงาม แล้วเจอ “ตะเกียงเล็ก 31 ดวง” ที่ยังส่องอยู่จากเช้าแรกของเอกภพ จุดแสงเหล่านี้อาจเล็กมากในสายตาเรา แต่เมื่อรวมกันแล้ว มันทำให้จักรวาลวัยเยาว์ดูสว่าง มีชีวิต และน่าค้นหากว่าที่เคยมาก
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน