แสงจาก ROV SuBastian ค่อย ๆ กวาดผ่านความมืดของมหาสมุทรแอตแลนติก แล้วไปหยุดที่ฉากซึ่งดูมีชีวิตอย่างน่าทึ่ง: ปล่องแร่สีเข้ม ดอกไม้ทะเลสีอ่อน หอยเกาะตามหิน ปูตัวเล็ก และฝูงกุ้งตาบอดที่แน่นอยู่รอบน้ำร้อนจากใต้พื้นทะเล เพียงภาพเดียวก็อธิบายได้ว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงตื่นเต้นกับภารกิจนี้มาก ในการสำรวจ 35 วันบนเรือ R/V Falkor (too) ทีมวิจัยได้ยืนยันแหล่งปล่องน้ำพุร้อนใต้ทะเล 2 แห่งในเขต Doldrums Megatransform and Fracture Zone ซึ่งนับเป็นชุมชนปล่องน้ำพุร้อนที่พบครั้งแรกในและรอบระบบนี้ [ref:1][ref:2]

เรื่องนี้ชวนอ่านเพราะมีทั้ง “ความใหญ่ระดับแผนที่” และ “รายละเอียดระดับสิ่งมีชีวิต” ระบบ Doldrums มีแนวรอยแตกยาวราว 600 กิโลเมตร อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย และห่างจากชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลประมาณ 1,300 กิโลเมตร อีกทั้งยังตัดผ่านแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นแนวภูเขาที่ยาวที่สุดของโลก [ref:1] นี่จึงไม่ใช่จุดเล็ก ๆ ในทะเลที่ใครรู้จักดีอยู่แล้ว แต่เป็นภูมิประเทศใต้ทะเลลึกขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับการสำรวจแบบละเอียดจริงจัง
เมื่อพื้นที่ห่างไกลเริ่มมีภาพชัดขึ้น
การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้อาศัยโชคอย่างเดียว นักวิทยาศาสตร์จาก Brazilian Geological Survey ส่งต่อข้อมูลความผิดปกติของเคมีน้ำที่ตรวจพบไว้ตั้งแต่ปี 2013 ช่วยให้ทีมจำกัดพื้นที่ค้นหาได้แคบลง [ref:1][ref:3] จากนั้นทีมใช้โซนาร์บนเรือทำแผนที่เบื้องต้น ก่อนปล่อย AUV ชื่อ The Childlike Empress ลงไปสร้างแผนที่พื้นทะเลระดับความละเอียด 1 เมตร พร้อมวัดความใสและสัญญาณทางเคมีของน้ำ [ref:1] Schmidt Ocean Institute ระบุว่า AUV ลำนี้ทำแผนที่ได้เกือบ 147 ตารางกิโลเมตรในการใช้งานวิทยาศาสตร์ครั้งแรก จึงช่วยเปลี่ยน “สมมติฐานทางธรณีวิทยา” ให้กลายเป็นพิกัดดำน้ำที่แม่นยำ [ref:2]
กระบวนการแบบนี้สำคัญมาก เพราะปล่องน้ำพุร้อนใต้ทะเลอาจสวยงามมากเมื่อเจอ แต่ก็ซ่อนตัวเก่งมากเช่นกัน เมื่อแผนที่ความละเอียดสูงเผยให้เห็นรูปร่างของปล่องและกลุ่มน้ำขุ่นที่น่าสงสัย ทีมจึงส่ง SuBastian ลงไปยืนยันด้วยภาพจริงและเก็บตัวอย่าง ทำให้การค้นพบเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่แทบไม่เคยถูกมองใกล้ ๆ มาก่อน [ref:1][ref:3]
ปล่องชุดนี้พิเศษกว่าที่คิด
สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ ปล่องทั้งสองแหล่งไม่ใช่แค่ “เจอเพิ่มอีกจุด” แต่เป็นระบบแบบผสม หรือ hybrid system ที่รวมทั้งการระบายความร้อนจากกระบวนการภูเขาไฟ และกระบวนการ serpentinization ซึ่งเกิดเมื่อหินจากชั้นแมนเทิลสัมผัสกับน้ำทะเล [ref:1][ref:2] ระบบผสมลักษณะนี้พบไม่บ่อยในโลก จึงทำให้ Doldrums กลายเป็นพื้นที่สำคัญทันที [ref:2]
แหล่งแรกมีขนาดใหญ่มาก ครอบคลุมราว 99,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 24 เอเคอร์ และมีปล่องรวม 23 จุด ในจำนวนนี้ 13 จุดเป็นปล่องแบบ black smoker ที่ยังทำงานอยู่ [ref:2][ref:3] ทีมวัดอุณหภูมิของของไหลได้สูงถึง 280 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันก็พบดอกไม้ทะเล ปู และกุ้งตาบอดสกุล Rimicaris จำนวนหลายพันตัวอาศัยอยู่รอบปล่อง [ref:2] ระบบนิเวศแบบนี้ไม่ได้พึ่งแสงอาทิตย์ แต่พึ่งแบคทีเรียสังเคราะห์พลังงานจากสารเคมีในน้ำพุร้อนแทน [ref:2][ref:3]

ส่วนแหล่งที่สองมีขนาดเล็กกว่าและพลังอ่อนกว่า แต่ก็สำคัญมาก เพราะอยู่ห่างจากแหล่งแรกประมาณ 170 กิโลเมตร และถูกพบในไดฟ์สุดท้ายของ SuBastian [ref:2][ref:3] เมื่อนำทั้งสองแห่งมาดูร่วมกัน นักวิจัยจึงเริ่มเห็นว่าการไหลเวียนของของไหลร้อนในเขตรอยเลื่อนแบบ transform อาจแพร่หลายกว่าที่เคยเข้าใจกัน [ref:1][ref:2]
ของขวัญเพิ่มจากทะเลลึก
ความสนุกของภารกิจนี้ไม่ได้จบที่ปล่องน้ำพุร้อน ระหว่างการสำรวจทีมยังพบหมึก bigfin squid (Magnapinna sp.) 2 ตัว ซึ่งเป็นหมึกทะเลลึกที่มีหนวดยาวเป็นเส้นคล้ายด้าย และอาจยาวได้ถึง 8 เมตร ที่ความลึกราว 3,634 เมตร [ref:2] นอกจากนี้ยังบันทึกภาพ Winteria telescopa ได้เป็นครั้งแรกในสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่ความลึกประมาณ 710 เมตร ปลาชนิดนี้มีหัวใสและดวงตาเป็นท่อ จึงเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลลึกที่มีหน้าตาแปลกและน่าหลงใหลที่สุดชนิดหนึ่ง [ref:2]

สิ่งที่น่าชื่นใจที่สุดของเรื่องนี้คือ มหาสมุทรที่เราคิดว่าศึกษามามากแล้ว ยังมีมุมที่พร้อมเปิดเผยแผนที่ใหม่ สัตว์ใหม่ในสายตาของเรา และคำอธิบายใหม่ว่าชีวิตสามารถเติบโตได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งแสงแดด Doldrums จึงไม่ใช่แค่ชื่อบนแผนที่ทะเลลึกอีกต่อไป แต่เป็นหน้าต่างบานใหม่ของวิทยาศาสตร์ทะเลอย่างแท้จริง
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่ร่วมแบ่งปันความคิดกัน